สต็อกและต้นทุน
บทนี้อธิบายว่า Senfos นับจำนวนสินค้าคงเหลือและคิดต้นทุนสินค้าอย่างไร เมื่อเข้าใจกติกาชุดนี้แล้ว คุณจะอ่านบัตรสต็อกและรายงานต้นทุนได้อย่างมั่นใจ และตรวจหาสาเหตุได้เองเมื่อยอดคงเหลือหรือต้นทุนดูไม่ตรงกับที่คาดไว้
ขั้นตอนการทำเอกสารคลังสินค้าแต่ละใบอยู่ในเล่มคู่มือหลังร้าน บทที่ 7 คลังสินค้า บทนี้อธิบายเฉพาะกติกาที่ระบบใช้คำนวณ
4.1 สต็อกนับแยกตามคลัง
หัวข้อที่มีชื่อว่า “4.1 สต็อกนับแยกตามคลัง”ยอดคงเหลือของสินค้าหนึ่งตัว นับแยกเป็นรายคลัง ไม่ได้นับรวมทั้งร้าน ต้นทุนเฉลี่ยก็คิดแยกรายคลังเช่นกัน สินค้าตัวเดียวกันที่อยู่คนละคลังจึงอาจมีต้นทุนต่อหน่วยไม่เท่ากันได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เช่น คลังสาขาที่รับสินค้าเข้ามาคนละรอบกับคลังสำนักงานใหญ่
ทุกจำนวนในสต็อกเก็บเป็น หน่วยฐาน ของสินค้า เมื่อเอกสารใช้หน่วยอื่น ระบบจะคูณด้วยตัวคูณของบาร์โค้ดหน่วยนั้นก่อนเสมอ เช่น สินค้าที่มีหน่วยฐานเป็นขวด และบาร์โค้ดลังมีตัวคูณ 12 เมื่อรับเข้า 5 ลัง สต็อกจะเพิ่มขึ้น 60 ขวด
4.2 สินค้าแบบใดมีสต็อก
หัวข้อที่มีชื่อว่า “4.2 สินค้าแบบใดมีสต็อก”| ชนิดสินค้า | มีสต็อกของตัวเองหรือไม่ | สต็อกถูกตัดอย่างไร |
|---|---|---|
| สินค้าทั่วไป | มี | ตัดจากตัวสินค้าเอง |
| วัตถุดิบ | มี | ตัดจากตัวสินค้าเอง หรือถูกตัดผ่านสูตรของสินค้ามีสูตร |
| สินค้าชุด | ไม่มี | ตัดจากสินค้าแต่ละตัวในชุด ตามหัวข้อ 4.8 |
| สินค้ามีสูตร | ไม่มี | ตัดจากวัตถุดิบตามสูตร ตามหัวข้อ 4.8 |
| สินค้าและบริการที่ไม่คุมสต็อก | ไม่มี | ไม่ตัดสต็อก |
4.3 เอกสารใดเพิ่มหรือลดสต็อก
หัวข้อที่มีชื่อว่า “4.3 เอกสารใดเพิ่มหรือลดสต็อก”
เอกสารจะมีผลกับสต็อก เมื่อยืนยันแล้วเท่านั้น เอกสารที่ยังเป็นร่างหรือถูกยกเลิกจะไม่ถูกนับ ส่วนบิลหน้าร้านมีผลทันทีที่ปิดบิล และบิลที่ถูกยกเลิกจะถูกถอดออกจากการคำนวณ
เอกสารที่เพิ่มสต็อก
| เอกสาร | จำนวนที่เพิ่ม | ต้นทุนที่ใช้ |
|---|---|---|
| ยอดสินค้ายกมา | ตามที่ระบุ | มูลค่าที่ระบุในเอกสาร |
| ใบรับสินค้า | ตามที่รับ | มูลค่าสินค้าก่อนภาษีในเอกสาร |
| ใบปรับยอดสินค้า (รายการที่เป็นบวก) | ตามที่ปรับ | มูลค่าที่ระบุในเอกสาร |
| ใบรับสินค้าภายใน | ตามที่รับ | มูลค่าที่ระบุในเอกสาร |
| ใบโอนสินค้าเข้า และฝั่งรับของใบโอนระหว่างคลัง | ตามที่โอน | ต้นทุนเฉลี่ยของคลังต้นทาง ณ วันที่โอนออก |
| ใบลดหนี้/รับคืนสินค้า (เมื่อรับสินค้าคืนจริง) | ตามที่รับคืน | ต้นทุนเฉลี่ยของคลัง ณ วันที่รับคืน |
| บิลรับคืนหน้าร้าน | ตามที่รับคืน | ต้นทุนเฉลี่ยของคลัง ณ วันที่รับคืน |
เอกสารที่ลดสต็อก
| เอกสาร | จำนวนที่ลด | ต้นทุนที่ใช้ |
|---|---|---|
| บิลขายหน้าร้าน | ตามที่ขาย | ต้นทุนเฉลี่ยของคลัง |
| ใบกำกับสินค้า | ตามที่ขาย | ต้นทุนเฉลี่ยของคลัง |
| ใบโอนสินค้าออก และฝั่งส่งของใบโอนระหว่างคลัง | ตามที่โอน | ต้นทุนเฉลี่ยของคลัง |
| จ่ายสินค้าภายใน | ตามที่จ่าย | ต้นทุนเฉลี่ยของคลัง |
| ใบปรับยอดสินค้า (รายการที่เป็นลบ) | ตามที่ปรับ | ต้นทุนเฉลี่ยของคลัง |
| ใบลดหนี้/ส่งคืน (เมื่อส่งสินค้าคืนผู้จำหน่ายจริง) | ตามที่ส่งคืน | มูลค่าที่ระบุในเอกสาร |
เอกสารที่เปลี่ยนเฉพาะมูลค่า ไม่เปลี่ยนจำนวน
| เอกสาร | ผลต่อต้นทุน |
|---|---|
| ใบปรับปรุงต้นทุน | ปรับมูลค่าคงเหลือตามที่ระบุ ต้นทุนเฉลี่ยจึงเปลี่ยนตาม |
| ใบเพิ่มหนี้ของผู้จำหน่าย | มูลค่าคงเหลือเพิ่มขึ้น ต้นทุนเฉลี่ยสูงขึ้น |
| ใบลดหนี้/ส่งคืน ที่ลดราคาอย่างเดียวโดยไม่ได้ส่งสินค้าคืน | มูลค่าคงเหลือลดลง ต้นทุนเฉลี่ยต่ำลง |
เอกสารที่ไม่กระทบสต็อก ได้แก่ ใบเสนอซื้อ ใบสั่งซื้อ ใบเสนอราคา ใบสั่งขาย สั่งสินค้าจากสาขา ใบวางบิล ใบเสร็จรับเงิน จ่ายชำระหนี้ รับและจ่ายเงินมัดจำ บันทึกค่าใช้จ่าย บันทึกรายได้ และใบลดหนี้/รับคืนสินค้าที่ลดราคาอย่างเดียวโดยไม่ได้รับสินค้าคืน
การโอนระหว่างสาขา สต็อกของคลังต้นทางลดลงเมื่อยืนยันใบโอนออก ส่วนสต็อกของคลังปลายทางจะเพิ่มขึ้น เมื่อปลายทางกดยืนยันรับโอนแล้วเท่านั้น ระหว่างนั้นสินค้าจึงไม่ปรากฏในคลังใดเลย ซึ่งตรงกับสภาพจริงที่สินค้ากำลังอยู่ระหว่างการขนส่ง
4.4 ต้นทุนคิดแบบถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่
หัวข้อที่มีชื่อว่า “4.4 ต้นทุนคิดแบบถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่”Senfos คิดต้นทุนสินค้าแบบ ถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ คือทุกครั้งที่รับสินค้าเข้า ระบบจะนำมูลค่าที่รับเข้ามารวมกับมูลค่าคงเหลือเดิม แล้วหารด้วยจำนวนคงเหลือใหม่ ได้เป็นต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยตัวใหม่ และเมื่อจ่ายสินค้าออก ระบบจะคิดต้นทุนของที่จ่ายออกด้วยต้นทุนเฉลี่ย ณ ขณะนั้น
สูตรที่ใช้มีดังนี้
- เมื่อรับเข้า ต้นทุนเฉลี่ยใหม่ เท่ากับ มูลค่าคงเหลือเดิมบวกมูลค่าที่รับเข้า หารด้วย จำนวนคงเหลือเดิมบวกจำนวนที่รับเข้า
- เมื่อจ่ายออก ต้นทุนของที่จ่ายออก เท่ากับ จำนวนที่จ่ายออกคูณต้นทุนเฉลี่ย และต้นทุนเฉลี่ยไม่เปลี่ยน
ในหน้าข้อมูลสินค้ามีตัวเลือกวิธีคิดต้นทุนให้เลือก แต่ในรุ่นปัจจุบันระบบคำนวณแบบถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่กับสินค้าทุกตัว
4.5 ตัวอย่างคำนวณจริง
หัวข้อที่มีชื่อว่า “4.5 ตัวอย่างคำนวณจริง”ตัวอย่างนี้ติดตามสินค้าหนึ่งตัวในคลังเดียว เป็นเวลา 5 วัน
| วันที่ | รายการ | จำนวน | ต้นทุนต่อหน่วยที่ใช้ | มูลค่ารายการ | คงเหลือ | มูลค่าคงเหลือ | ต้นทุนเฉลี่ย |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| วันที่ 1 | รับสินค้า | +10 | 20.00 | +200.00 | 10 | 200.00 | 20.00 |
| วันที่ 2 | ขายหน้าร้าน | −4 | 20.00 | −80.00 | 6 | 120.00 | 20.00 |
| วันที่ 3 | รับสินค้า | +14 | 25.00 | +350.00 | 20 | 470.00 | 23.50 |
| วันที่ 4 | ใบกำกับสินค้า | −5 | 23.50 | −117.50 | 15 | 352.50 | 23.50 |
| วันที่ 5 | ตรวจนับได้ 13 | −2 | 23.50 | −47.00 | 13 | 305.50 | 23.50 |
จะเห็นว่าต้นทุนเฉลี่ยเปลี่ยนเฉพาะวันที่ 3 ซึ่งเป็นวันที่รับสินค้าเข้าในราคาใหม่ ต้นทุนเฉลี่ยใหม่คือ 470.00 หารด้วย 20 ได้ 23.50 บาท จากนั้นทุกรายการที่จ่ายออกใช้ต้นทุน 23.50 บาทจนกว่าจะมีการรับเข้าครั้งถัดไป
4.6 ลำดับการคิดภายในวันเดียวกัน
หัวข้อที่มีชื่อว่า “4.6 ลำดับการคิดภายในวันเดียวกัน”ระบบเรียงรายการตามวันที่ของเอกสารก่อน และ ภายในวันเดียวกันจะเรียงตามชนิดเอกสาร ไม่ได้เรียงตามเวลาที่บันทึก ลำดับภายในวันเป็นดังนี้
- รายการรับเข้าทั้งหมด เช่น ยอดยกมา ใบรับสินค้า ปรับยอดเพิ่ม รับโอน รับคืนจากลูกค้า
- รายการปรับต้นทุน เช่น ใบปรับปรุงต้นทุน ใบเพิ่มหนี้ของผู้จำหน่าย
- รายการจ่ายออกทั้งหมด เช่น โอนออก จ่ายสินค้าภายใน ส่งคืนผู้จำหน่าย ปรับยอดลด ใบกำกับสินค้า ขายหน้าร้าน
- ตรวจนับสินค้า เป็นรายการสุดท้ายของวันเสมอ
ผลที่ตามมามี 2 ข้อที่ควรทราบ
- ของที่รับเข้าในวันนั้นพร้อมขายตั้งแต่ต้นวัน แม้จะบันทึกใบรับสินค้าหลังจากขายไปแล้วในวันเดียวกัน สต็อกของวันนั้นจึงไม่ติดลบชั่วคราว และต้นทุนของที่ขายในวันนั้นจะรวมราคาของล็อตที่รับเข้าวันเดียวกันด้วย
- ยอดตรวจนับหมายถึงยอดสิ้นวัน ระบบกำหนดคงเหลือให้เท่ากับจำนวนที่นับได้หลังจากรวมทุกรายการของวันนั้นแล้ว จึงขอแนะนำให้ตรวจนับหลังปิดร้าน หรือนับก่อนเปิดร้านแล้วลงวันที่ของเอกสารเป็นวันก่อนหน้า หากนับระหว่างวันแล้วยังขายต่อ ยอดที่ขายหลังจากนับจะถูกกลบด้วยตัวเลขที่นับได้ ทำให้สต็อกหลังวันนั้นสูงกว่าจริงเท่ากับจำนวนที่ขายไปหลังนับ
4.7 ตรวจนับสินค้ากับต้นทุน
หัวข้อที่มีชื่อว่า “4.7 ตรวจนับสินค้ากับต้นทุน”เอกสารตรวจนับไม่ได้บอกว่าเพิ่มหรือลดเท่าไร แต่บอกว่า คงเหลือจริงเป็นเท่าไร ระบบจึงคิดส่วนต่างเองจากยอดคงเหลือในระบบ ณ สิ้นวันนั้น
| กรณี | ระบบทำอะไร | ต้นทุนของส่วนต่าง |
|---|---|---|
| นับได้มากกว่าในระบบ | เพิ่มสต็อกเท่ากับส่วนต่าง | ต้นทุนเฉลี่ยปัจจุบัน หากยังไม่มีต้นทุนเฉลี่ยจะใช้ราคาของล็อตที่รับเข้าล่าสุด และหากไม่มีเลยจะใช้ต้นทุนมาตรฐานในข้อมูลสินค้า |
| นับได้น้อยกว่าในระบบ | ลดสต็อกเท่ากับส่วนต่าง | ต้นทุนเฉลี่ยปัจจุบัน |
| นับได้เท่ากับในระบบ | ไม่เปลี่ยนแปลง | ไม่มี |
4.8 สินค้าชุดและสินค้ามีสูตร
หัวข้อที่มีชื่อว่า “4.8 สินค้าชุดและสินค้ามีสูตร”สินค้าสองชนิดนี้ไม่มีสต็อกของตัวเอง เมื่อขายออกไป ระบบจะแตกเป็นรายการของสินค้าที่อยู่ข้างในเพื่อตัดสต็อก

| หัวข้อ | สินค้าชุด | สินค้ามีสูตร |
|---|---|---|
| ตัวอย่าง | กระเช้าของขวัญ ชุดสบู่ 3 ก้อน | เครื่องดื่มที่ชงเอง อาหารที่ปรุงจากวัตถุดิบ |
| ของที่อยู่ข้างใน | สินค้าที่ขายแยกได้ตามปกติ | วัตถุดิบ |
| ราคาของรายการที่แตกออกมา | แบ่งยอดขายของชุดลงแต่ละชิ้นตามสัดส่วนราคาขายปกติ | 0 บาท ใช้ตัดสต็อกอย่างเดียว |
| ยอดขายในรายงาน | ปรากฏทั้งตัวชุดและสินค้าแต่ละชิ้นตามสัดส่วน | ปรากฏเฉพาะตัวสินค้ามีสูตร |
| แตกรายการเมื่อใด | เมื่อบันทึกบิลหน้าร้าน และในเอกสารขายของหลังร้าน | เมื่อบันทึกบิลหน้าร้าน |
ตัวอย่างการแบ่งยอดของสินค้าชุดในบิลหน้าร้าน ชุดของขวัญราคา 250 บาท ประกอบด้วยสินค้า ก ราคาปกติ 100 บาท และสินค้า ข ราคาปกติ 200 บาท รวมราคาปกติ 300 บาท ระบบจะแบ่งยอด 250 บาทตามสัดส่วน 100 ต่อ 200 สินค้า ก จึงได้ยอดขาย 83.33 บาท และสินค้า ข ได้ 166.67 บาท รวมเป็น 250.00 บาทพอดี
ข้อควรทราบ เมื่อแตกรายการแล้ว บิลจะเก็บรายการของสินค้าข้างในไว้เป็นรายการจริง หากภายหลังร้านแก้ไขส่วนประกอบของชุดหรือสูตร บิลเก่าจะไม่เปลี่ยนตาม และเมื่อยกเลิกบิลเก่า ระบบจะคืนสต็อกตามรายการเดิมที่เก็บไว้
4.9 หน่วยวัตถุดิบ
หัวข้อที่มีชื่อว่า “4.9 หน่วยวัตถุดิบ”วัตถุดิบบางชนิดซื้อเป็นหน่วยใหญ่แต่ใช้ในสูตรเป็นหน่วยเล็ก เช่น ซื้อนมเป็นกล่องขนาด 1,000 มิลลิลิตร แต่สูตรกาแฟใช้นม 150 มิลลิลิตร ในข้อมูลวัตถุดิบจึงกำหนดได้ 2 ช่องคู่กัน คือ หน่วยวัตถุดิบ และ จำนวนหน่วยวัตถุดิบต่อหน่วยฐาน
เมื่อกำหนดครบทั้งสองช่อง ตัวเลขในสูตรจะถูกตีความเป็นหน่วยวัตถุดิบ และระบบจะแปลงเป็นหน่วยฐานก่อนตัดสต็อก จากตัวอย่างนี้ ขายกาแฟ 1 แก้ว ระบบจะตัดนม 150 หาร 1,000 เท่ากับ 0.15 กล่อง ถ้าขาย 4 แก้ว จะตัดนม 0.6 กล่อง
หากไม่ได้กำหนดหน่วยวัตถุดิบไว้ ตัวเลขในสูตรจะถูกตีความเป็นหน่วยฐานโดยตรง ดังนั้นเมื่อเปลี่ยนหน่วยวัตถุดิบของวัตถุดิบที่มีสูตรใช้อยู่ ความหมายของตัวเลขในสูตรทุกสูตรจะเปลี่ยนไปทันที โปรแกรมจึงแสดงข้อความยืนยันก่อนบันทึก สำหรับบิลที่ขายไปแล้วจะไม่ได้รับผลกระทบ
4.10 สต็อกติดลบ
หัวข้อที่มีชื่อว่า “4.10 สต็อกติดลบ”สินค้าแต่ละตัวกำหนดได้ว่า อนุญาตจ่ายสินค้าติดลบ หรือไม่ ค่าตั้งต้นคืออนุญาต
เมื่อไม่อนุญาต ระบบจะตรวจก่อนจ่ายสินค้าออก
| จุดที่ตรวจ | ตรวจเมื่อใด | เทียบกับยอดใด |
|---|---|---|
| หน้าร้าน POS | ตอนปิดบิลขาย | ยอดคงเหลือปัจจุบันของคลังที่ขาย |
| หลังร้าน | ตอนกดยืนยันเอกสารที่จ่ายสินค้าออก | ยอดคงเหลือ ณ วันที่ของเอกสาร |
หากสินค้าไม่พอ โปรแกรมจะแสดงรายการสินค้าที่ขาด พร้อมยอดคงเหลือ และไม่ยอมให้ปิดบิลหรือยืนยันเอกสาร บิลรับคืนและบิลรับมัดจำหน้าร้านไม่ถูกตรวจ
เมื่ออนุญาตและสต็อกติดลบจริง ระหว่างที่คงเหลือติดลบ มูลค่าคงเหลือจะแสดงเป็นศูนย์ และต้นทุนของสินค้าที่จ่ายออกในช่วงนั้นจะไม่สะท้อนราคาทุนจริง เมื่อรับสินค้าเข้ามาจนคงเหลือกลับเป็นบวก ต้นทุนเฉลี่ยจะเริ่มใหม่จากราคาของการรับครั้งนั้น ด้วยเหตุนี้ สำหรับสินค้าที่ร้านต้องการตัวเลขกำไรที่แม่นยำ ขอแนะนำให้ปิดการจ่ายติดลบ หรือบันทึกใบรับสินค้าให้ทันก่อนขาย
4.11 การคำนวณสต็อกเกิดขึ้นเมื่อใด
หัวข้อที่มีชื่อว่า “4.11 การคำนวณสต็อกเกิดขึ้นเมื่อใด”ระบบคำนวณสต็อกและต้นทุนให้โดยอัตโนมัติ 2 ทาง
- ทันทีที่ยืนยันเอกสารหรือปิดบิล ระบบคำนวณเฉพาะสินค้าและคลังที่อยู่ในเอกสารนั้น
- รอบเบื้องหลังทุก 5 นาที โปรแกรมหลังร้านที่เปิดอยู่จะตรวจรายการที่ค้างรอคำนวณแล้วทำให้เสร็จ เพื่อเก็บตกกรณีที่การคำนวณทันทีไม่สำเร็จ เช่น มีผู้ใช้อื่นกำลังคำนวณสินค้าตัวเดียวกันอยู่
เอกสารที่ลงวันที่ย้อนหลัง จะทำให้ระบบคำนวณรายการของสินค้าตัวนั้นใหม่ตั้งแต่วันที่ของเอกสารเป็นต้นไป ต้นทุนของเอกสารที่ออกหลังจากนั้นจึงอาจเปลี่ยน เช่น บันทึกใบรับสินค้าย้อนหลังในราคาใหม่ ต้นทุนของบิลขายที่ตามมาหลังจากวันนั้นจะถูกคิดใหม่ทั้งหมด ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ถูกต้องของวิธีถัวเฉลี่ย
4.12 เมื่อใดควรคำนวณสต็อกใหม่
หัวข้อที่มีชื่อว่า “4.12 เมื่อใดควรคำนวณสต็อกใหม่”หน้า คำนวณสต็อกใหม่ ในหลังร้านแสดงจำนวนรายการที่รอคำนวณ กำลังคำนวณ ผิดพลาด และเสร็จแล้ว แยกรายคลัง และสั่งคำนวณได้ทั้งรายคลังหรือทั้งระบบ ในการใช้งานปกติไม่จำเป็นต้องเปิดหน้านี้ ขอแนะนำให้ใช้เฉพาะกรณีต่อไปนี้
- มีรายการค้างในช่องผิดพลาด หรือค้างในช่องรอคำนวณเป็นเวลานาน
- หลังนำเข้าข้อมูลหรือย้ายข้อมูลจากระบบเดิม ซึ่งเอกสารจำนวนมากถูกเพิ่มเข้ามาพร้อมกัน
- ยอดคงเหลือในบัตรสต็อกไม่ตรงกับผลรวมของเอกสาร หลังจากตรวจแล้วว่าเอกสารทุกใบถูกต้อง
การคำนวณใหม่ทั้งระบบใช้เวลานานตามปริมาณข้อมูล และหน้าต่างจะไม่ยอมให้ปิดจนกว่าจะเสร็จ จึงขอแนะนำให้ทำนอกเวลาทำการ
4.13 คำถามที่พบบ่อย
หัวข้อที่มีชื่อว่า “4.13 คำถามที่พบบ่อย”สินค้าตัวเดียวกัน ต้นทุนในแต่ละสาขาไม่เท่ากัน ผิดหรือไม่ ไม่ผิด ต้นทุนเฉลี่ยคิดแยกรายคลัง คลังที่รับสินค้าเข้ามาคนละรอบหรือคนละราคาจึงมีต้นทุนเฉลี่ยต่างกันได้
รับคืนสินค้าจากลูกค้า ทำไมต้นทุนไม่เท่ากับตอนขาย ระบบรับสินค้าคืนเข้าคลังด้วยต้นทุนเฉลี่ย ณ วันที่รับคืน ไม่ได้ย้อนไปใช้ต้นทุนของบิลขายเดิม หากมีการรับสินค้าเข้าในราคาใหม่ระหว่างนั้น ต้นทุนของการรับคืนจึงต่างจากตอนขาย
โอนสินค้าให้สาขาแล้ว ทำไมสาขาปลายทางยังไม่เห็นสินค้า สต็อกของปลายทางจะเพิ่มเมื่อปลายทางกดยืนยันรับโอนแล้วเท่านั้น ขอแนะนำให้ตรวจว่าสาขาปลายทางยืนยันรับแล้วหรือยัง
ตรวจนับตอนเช้าแล้วสต็อกหลังจากนั้นสูงกว่าจริง เกิดจากอะไร เอกสารตรวจนับถือเป็นยอดสิ้นวันของวันที่ในเอกสาร หากลงวันที่เป็นวันเดียวกับที่ยังขายต่อหลังนับ ยอดขายหลังจากนับจะไม่ถูกหักออกจากตัวเลขที่นับได้ ตามหัวข้อ 4.6 ขอแนะนำให้ลงวันที่เป็นวันก่อนหน้าเมื่อนับก่อนเปิดร้าน
แก้สูตรของสินค้ามีสูตรแล้ว บิลเก่าเปลี่ยนตามหรือไม่ ไม่เปลี่ยน บิลเก่าเก็บรายการวัตถุดิบที่แตกไว้ตั้งแต่ตอนขายแล้ว สูตรใหม่มีผลกับบิลที่ขายหลังจากแก้ไขเท่านั้น
อ่านต่อ: ลูกหนี้ เจ้าหนี้ และวงจรเอกสาร อธิบายว่าเอกสารใดสร้างหนี้ ใบใดตัดหนี้ และการวางบิลและตัดชำระหลายใบทำงานอย่างไร